บทที่ 2 กำแพงที่มองไม่เห็น

ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีกรมท่าตัดเย็บเนี้ยบกริบก้าวเข้ามาในห้องอาหาร ท่าทางของเขาสงบนิ่งทว่าแผ่รังสีคุกคามจนบรรยากาศโดยรอบอึดอัดขึ้นมาถนัดตา

ภพธรทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้หัวโต๊ะโดยไม่เอ่ยคำทักทายใดๆ

มนต์สิชาสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรักษารอยยิ้มบางบนริมฝีปาก เธอขยับเข้าไปใกล้ ยกเหยือกกาแฟขึ้นรินใส่แก้วกระเบื้องขอบทองตรงหน้าเขาอย่างเบามือ

"เมื่อคืนงานยุ่งมากเหรอคะ เห็นกลับมาดึกแล้วยังไปทำงานต่ออีก" หญิงสาวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางถอยกลับมารักษาระยะห่าง

ภพธรปรายตามองของเหลวสีเข้มส่งกลิ่นหอมกรุ่นในแก้ว ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมามองใบหน้าหวานที่พยายามปั้นยิ้ม แม้เธอจะแต่งหน้าปกปิดร่องรอยเอาไว้ แต่มันก็ไม่อาจซ่อนความเหนื่อยล้าที่สะท้อนออกมาจากแววตาได้เลย

"อืม" เขาตอบสั้นๆ ในลำคอ น้ำเสียงทุ้มต่ำนั้นเรียบเฉย

"มีปัญหาที่บริษัทนิดหน่อย ต้องรีบอ่านเอกสารให้จบก่อนประชุมเช้านี้"

"งั้นเหรอคะ..." มนต์สิชาหลุบตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนจานอาหารเช้าเข้าไปใกล้เขาอีกนิด

"เช้านี้มนต์ทำออมเล็ตเนื้อปูให้ค่ะ วันนี้วันครบรอบสามปีของเรา มนต์เลยตั้งใจทำอาหารเช้าให้เหมือนวันแรกที่คุณยอมกินจนหมด"

ดวงตาคมกริบจ้องมองจานออมเล็ตสีเหลืองทองตรงหน้า

"มนต์จำได้ว่าคุณชอบกินออมเล็ตตอนร้อนๆ คู่กับกาแฟดำ ลองชิมดูสิคะ ป้าแม้นเพิ่งไปเก็บผักสลัดมาให้สดๆ เลย"

"ฉันเคยบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าไม่ต้องลงมาวุ่นวายในครัว" น้ำเสียงของเขาราบเรียบและเย็นชา

"บ้านเรามีแม่บ้านคอยจัดการให้อยู่แล้ว ไม่เห็นต้องทำตัวให้ลำบาก"

"มนต์ไม่ได้ลำบากอะไรเลยค่ะ" เธอยังคงรักษารอยยิ้มไว้ แม้ปลายนิ้วที่ประสานกันอยู่จะเริ่มเย็นเฉียบ

"มันเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ภรรยาพอจะทำให้ได้ มนต์แค่อยากทำอะไรให้คุณในวันสำคัญของเรา...ให้มนต์ได้ทำเถอะนะคะ"

"หน้าที่ของเธอไม่ใช่การมาเป็นแม่ครัวเสิร์ฟอาหารให้ฉัน"

ภพธรเบือนสายตาไปทางอื่นเพื่อซ่อนความรู้สึกที่อาจเผลอแสดงออกไป

"แต่ช่างเถอะ...กาแฟนี่เธอชงเองใช่ไหม"

"ใช่ค่ะ มนต์เพิ่งบดเมล็ดกาแฟใหม่ๆ กะอุณหภูมิน้ำแบบที่คุณชอบเป๊ะเลย ลองดื่มดูสิคะ"

ชายหนุ่มยกแก้วกระเบื้องขึ้นจรดริมฝีปาก กลิ่นหอมคั่วเข้มแตะจมูก รสชาติขมกล่อมและความร้อนพอดีไหลลงสู่ลำคอ มันคือรสชาติที่เขาโปรดปรานที่สุด และมีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่ชงได้ถูกปากเขามาตลอดสามปี

กริ๊ก...

ภพธรวางแก้วลงบนจานรองจนเกิดเสียงกระทบดังท่ามกลางความเงียบ

"เมล็ดกาแฟคั่วไหม้ไป รสชาติไม่ได้เรื่อง" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา แววตาดุฉายความเฉยเมย

"แล้วฉันก็ไม่มีเวลามานั่งฉลองวันครบรอบไร้สาระอะไรพวกนี้หรอกนะ วันหลังไม่ต้องทำเรื่องเสียเวลาแบบนี้อีก"

คำพูดของเขาเหมือนมีดคมกริบที่กรีดลงบนความตั้งใจของเธออย่างช้าๆ มนต์สิชาชะงักมือที่กำลังจัดวางแจกันดอกไม้ รอยยิ้มเจื่อนลงทันที เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรวดร้าวข้างใน

"มนต์แค่เห็นว่าเป็นวันครบรอบ...ถ้ารสชาติมันไม่ได้เรื่อง มนต์ขอโทษด้วยนะคะ"

น้ำเสียงของเธอเบาหวิว ราวกับเกรงว่าหากพูดดังกว่านี้ เสียงจะสั่นเครือจนเปิดเผยความเจ็บปวด

"ฉันไม่ได้ต้องการคำขอโทษ" ภพธรตอบด้วยน้ำเสียงเรียบตึง สายตามองผ่านเธอไปราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุ

"แต่ฉันพูดให้เธอรู้หน้าที่ การแต่งงานของเรามันเริ่มมาจากสัญญาธุรกิจ เธอเองก็รู้อยู่แก่ใจ จะมาคาดหวังเรื่องหวานชื่นไร้สาระพวกนี้ทำไม"

"หน้าที่ภรรยา...มันรวมถึงเรื่องพวกนี้ด้วยไม่ใช่เหรอคะ"

มนต์สิชาสบตาเขาตรงๆ แววตาสั่นระริกแต่ยังพยายามพยุงศักดิ์ศรีของตัวเองเอาไว้

"มนต์แค่พยายามทำหน้าที่ให้ดีที่สุด"

"หน้าที่ของเธอคือวางตัวให้เงียบที่สุด และอย่าสร้างความยุ่งยากให้ฉัน" ภพธรตัดบทอย่างไม่แยแส

"หลังจากนี้ไม่ต้องเสียเวลาลงมาทำอาหารหรือชงกาแฟให้อีก ที่นี่มีคนจัดการให้อยู่แล้ว"

"เข้าใจแล้วค่ะ" มนต์สิชาตอบรับเสียงแผ่ว

"ถ้าคุณภพต้องการแบบนั้น...มนต์จะไม่ทำอีกค่ะ"

"ก็ดี...จะได้ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย"

ภพธรดันเก้าอี้ออก แล้วยืนขึ้นเต็มความสูง เขายื่นมือไปหยิบเสื้อสูทตัวนอกที่พาดอยู่ขึ้นมาสวม จัดปกเสื้อให้เข้าที่ด้วยความประณีต โดยไม่แม้แต่จะปรายสายตากลับมามองหญิงสาวอีกเลย

"วันนี้ฉันมีประชุมติดกันทั้งวัน ไม่ต้องรอทานอาหารเย็น" เขาเอ่ยคำสั่งสุดท้ายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้เยื่อใย

"ค่ะ..."

ชายหนุ่มหมุนตัวเดินออกจากห้องอาหารไป เสียงส้นรองเท้าหนังกระทบพื้นหินอ่อนดังเป็นจังหวะค่อยๆ ห่างออกไป ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดและความเหน็บหนาวที่เข้าปกคลุม

เมื่อแผ่นหลังกว้างหายลับไปทางประตูหน้าบ้าน แรงที่มีอยู่ก็คล้ายจะสูญสิ้น มนต์สิชาค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างอ่อนแรง

จานออมเล็ตเนื้อปูที่ไม่ถูกแตะต้องกับแก้วกาแฟที่เริ่มเย็นชืดกลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย โต๊ะอาหารมื้อใหญ่กว้างขวางเกินกว่าจะนั่งอยู่เพียงลำพัง

หยดน้ำตาใสเอ่อรื้นขึ้นมาคลอเบ้า ทว่ามนต์สิชากลับกะพริบตาถี่ๆ เพื่อไล่มันออกไป เธอกลืนก้อนความขื่นขมลงคอ และปฏิญาณกับตัวเองว่าจะไม่ยอมเสียน้ำตาให้แก่ความเฉยชาของผู้ชายคนนี้อีกต่อไป

บทก่อนหน้า
บทถัดไป